ทุกครั้งที่ถึงเช้าวันจันทร์ เชื่อได้ว่าในใจชาวออฟฟิศหลายคนเคยเกิดความหมองเศร้า หวาดหวั่น หมดเรี่ยวแรง ไม่อยากตื่นเพื่อลุกขึ้นไปทำงาน ยังไม่นับรวมเวลาในการเดินทางไปออฟฟิศและกลับบ้านที่ต้องเผชิญกับรถติด ค่าน้ำมันแพงในทุกเช้าอีกจนทำให้ชาวออฟฟิศหลายคนจัดการอารมณ์ไม่ได้ จนส่งผลต่อจิตใจและร่างกาย จนทำให้ตกอยู่ในภาวะหมดไฟ วันนี้จึงขอนำข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับ Burnout Syndrome มาให้ทุกท่านทำความรู้จักให้มากขึ้นกัน Burnout Syndrome คืออะไร? Burnout Syndrome หรือภาวะหมดไฟในการทำงาน เป็นโรคที่ได้รับการขึ้นทะเบียนว่าเป็นโรคใหม่จากองค์การอนามัยโลก (WHO) โรคนี้เป็นโรคที่มีผลจากการความเครียดเรื้อรังในสถานที่ทำงาน ที่เป็นผลมาจากความเครียดจากงานที่มากเกินไป ทำงานเกินกำลังเป็นระยะเวลานาน จนทำให้รู้สึกเบื่อและเหนื่อยหน่าย ไร้เรี่ยวแรง หมดแรงบันดาลใจในการทำงาน  โดยอาจแบ่งลักษณะอาการออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่
  1. เหนื่อยล้าทางอารมณ์ รู้สึกหมดพลัง สูญเสียพลังใจในการทำสิ่งใดตลอดเวลา
  2. ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง และในงาน
  3. มีทัศนคติเชิงลบต่อความสามารถในการทำงานของตนเอง ดูถูกตนเอง
  4. ประสิทธิภาพการทำงานลดลงกว่าเดิม
  5. ความสัมพันธ์ในที่ทำงานห่างเหินหรือเป็นไปทางลบกับผู้ร่วมงานและคนรอบข้าง
รับมือกับ Burnout อย่างมีประสิทธิภาพ  หากไม่มีการรักษาใดๆ คุณจะกลายเป็นคนเฉยเมย ไม่ยินดียินร้าย และขาดพลังงานทางร่างกายหรือจิตใจในการเปลี่ยนแปลงชีวิตอย่างหนัก ในส่วนของวิธีการจัดการกับการ Burn out สามารถทำได้ด้วย วิธี "สาม R":
  1. รับรู้ (Recognize) – เราจะต้องรู้ทันว่าที่กำลังเป็นอยู่ตอนนี้เป็นสัญญาณของอาการหมดไฟ 
  2. รีบเปลี่ยนแปลง (Reverse) – เราต้องรีบเปลี่ยนแปลงความเบื่อหน่าย เหนื่อยล้าด้วยการพักผ่อน หรือหาวิธีรับมือกับความเครียดนั้นๆ ไม่ว่าหาคนรับฟัง อาจเป็น เพื่อนสนิท ครอบครัว ผู้เชี่ยวชาญ จิตแพทย์ที่จะช่วยให้คุณได้ระบายความรู้สึก
  3. รับมือให้ไหว (Resilience)– ด้วยการฝึกให้ตนเองนั้นมีมายด์เซ็ทยืดหยุ่น ปรับตัวได้เมื่อเจอกับปัญหา หรือสรุปคำนี้ได้ง่ายๆ ว่า “ล้มแล้วต้องลุก และมูฟออนให้ไว” โดยทักษะนี้สามารถสร้างได้ด้วยการพัฒนาทางร่างกายและจิตใจ อย่างกิจกรรมออกกำลังกายทำโยคะ ทำสมาธิ รับประทานอาหารที่เหมาะสม การจัดการความเครียดด้วยงานอดิเรก และนิสัยการนอนหลับที่ดี 
ลองประเมินภาวะเครียด Burnout เบื้องต้น อาการหมดไฟนั้นค่อยเกิดๆและเกิดเป็นระยะ ไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืนอย่างที่หลายคนคิด อาการและอาการแสดงของการหมดไฟจะไม่ได้รุนแรงในตอนแรก แต่จะแย่ลงเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป อย่างไรก็ตามเราสามารถประเมินเบื้องต้นได้ว่าตอนนี้คุณมีภาวะหมดไฟหรือไม่ด้วย MENTAL HEALTH CHECK IN เป็นเครื่องมือประเมินสุขภาพจิตเบื้องต้นของกรมสุขภาพจิต โดยหลังจากทำแบบประเมินเสร็จก็จะมีคำแนะนำพร้อมช่องทางติดต่อจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาแบบออนไลน์ให้สำหรับคนที่อาจมีความเสี่ยง ให้เข้าถึงบริการได้อย่างรวดเร็ว และไม่เสียค่าใช้จ่าย  Burnout Syndrome ภาวะหมดไฟ แสดงถึงความไม่สมดุลในร่างกายและจิตใจของคุณ อย่าให้งานมีอิทธิพลเหนือความนับถือตนเอง ความสุขและความมั่นใจในตนเอง พยายามหาความสุขตัวเองให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเรื่องครอบครัวและเรื่องส่วนตัวอื่นๆ รวมทั้งอย่าลืมจัดเวลาในการทำงานให้มีช่วงพักผ่อนด้วย ถ้าหากคุณเพิกเฉยต่ออาการความเครียด ความกดดัน ภาระงานมากเกินไปจนพักผ่อนน้อย ความเชื่อมั่นในตนเองน้อยทุกวัน คุณอาจจะหมดไฟในที่สุด และวิธีรับมือเบื้องต้น คือ การสังเกตตัวเองอย่างต่อเนื่อง ว่ามีสัญญาณของ Burnout Syndrome หรือไม่ เพื่อรีบป้องกันก่อนจะสายเกินไป