สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางระหว่างอิหร่านและอิสราเอลยังคงเป็นที่จับตามอง แม้จะมีข่าว ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐประกาศการเจรจาหยุดยิง แต่สุดท้ายหลังประกาศไปได้ 4 ชม. อิหร่านก็เริ่มยิงขีปนาวุธ ทำให้อิสราเอลมีการยิงตอบโต้กลับไป จนทำให้ทรัมป์ โมโหมาก ถึงกับใหสัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวถึงเหตุการณ์ละเทิดการหยุดยิงด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย
ทำให้คำขู่ของอิหร่านที่จะปิด "ช่องแคบฮอร์มุซ" เส้นเลือดใหญ่ของการขนส่งพลังงานโลก กลับมาสร้างความหวั่นวิตกและส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศไทยที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานผ่านเส้นทางนี้ในสัดส่วนที่สูง คำถามสำคัญคือ หากอิหร่านยังไม่ "หยุดหยิง" อย่างแท้จริง ประเทศไทยเตรียมพร้อมรับมือกับสัญญาณอันตรายนี้เพียงใด?
"ช่องแคบฮอร์มุซ" คือเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์ที่เชื่อมต่ออ่าวเปอร์เซีย ซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำมันของประเทศยักษ์ใหญ่หลายชาติ เข้ากับอ่าวโอมานและทะเลอาหรับ เปรียบเสมือน "คอขวด" ที่น้ำมันดิบราว 1 ใน 5 ของโลก และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) กว่า 1 ใน 5 ของโลก ต้องขนส่งผ่านในแต่ละวัน หากเส้นทางนี้ถูกปิดกั้น ผลกระทบจะรุนแรงและเป็นวงกว้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผลกระทบต่อโลกและไทย หาก "ช่องแคบฮอร์มุซ" ถูกปิด:
- วิกฤตพลังงานโลก: ราคาน้ำมันดิบจะพุ่งทะยานทันทีเนื่องจากอุปทานกว่า 20% หายไปจากตลาด ส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรงทั่วโลก ต้นทุนการผลิตและขนส่งสินค้าทุกชนิดจะสูงขึ้น จนอาจฉุดเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย ค่าขนส่งและเบี้ยประกันภัยทางทะเลจะแพงขึ้นมหาศาล
- ไทยเจอศึกหนัก:
- ราคาน้ำมันพุ่ง: ไทยนำเข้าน้ำมันดิบถึง 90% โดย 60% ของจำนวนนี้ (จาก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต ซาอุดีอาระเบีย และโอมาน) ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ราคาขายปลีกในประเทศจะดีดตัวสูงขึ้นกระทบประชาชนโดยตรง
- ค่าครองชีพพุ่ง-เงินเฟ้อซ้ำเติม: ราคาน้ำมันที่แพงขึ้นจะดันราคาสินค้าอุปโภคบริโภคให้สูงตาม กระทบค่าครองชีพและซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจ
- ค่าไฟจ่อขึ้น: ก๊าซ LNG เชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าของไทย ส่วนใหญ่ก็นำเข้าผ่านเส้นทางนี้ (จากกาตาร์และโอมาน) หากหยุดชะงักหรือแพงขึ้น ต้นทุนค่าไฟฟ้าอาจต้องปรับเพิ่ม
- ความมั่นคงพลังงานสั่นคลอน: แม้ไทยจะมีน้ำมันสำรองตามกฎหมาย (ปัจจุบันรวมน้ำมันดิบ น้ำมันระหว่างขนส่ง และน้ำมันสำเร็จรูป เพียงพอใช้ประมาณ 60 วัน) แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อย่อมไม่เพียงพอ และการหาแหล่งอื่นทดแทนจะมีต้นทุนสูงขึ้นมาก

รัฐบาลไทยเดินหน้าเตรียมรับมือ:
ล่าสุด นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้สั่งการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ปิดช่องแคบฮอร์มุซแล้ว โดยมีมาตรการสำคัญดังนี้:
- ด้านปริมาณสำรอง:
- ติดตามปริมาณสำรองน้ำมันอย่างใกล้ชิด (ปัจจุบันรวมน้ำมันดิบ น้ำมันระหว่างขนส่ง และน้ำมันสำเร็จรูป เพียงพอใช้ได้ประมาณ 60 วัน)
- เตรียมแผนจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นในภูมิภาคทดแทน และอาจพิจารณาเพิ่มปริมาณสำรองหากสถานการณ์รุนแรงขึ้น
- สั่งการให้ กฟผ. เตรียมหาก๊าซ LNG จากแหล่งอื่นที่มีราคาเหมาะสมเพื่อรองรับ
- ด้านราคา:
- เตรียมใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อพยุงราคาไม่ให้ผันผวนรุนแรง
- อาจขอความร่วมมือกระทรวงการคลังพิจารณาลดภาษีสรรพสามิต หากราคาน้ำมันดิบตลาดโลกยังคงพุ่งสูง
แม้จะมีข่าวดีเรื่องการหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและอิหร่านของวานนี้ แต่วันนี้สถานการณ์กลับมาคุรกรุ่นอีกรอบารผลของการละเมิดการหยุดยิงจากทั้ง 2 ประเทศ ทำให้หลายประเทศเริ่มทบทวนแนวคิดการปิด "ช่องแคบฮอร์มุซ" ของอิหร่านจะยังคงอยู่
โดยเฉพาะประเทศไทยซึ่งพึ่งพาการนำเข้าพลังงานผ่านเส้นทางนี้ในสัดส่วนที่สูง ยังคงต้องเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นอย่างเต็มที่ เพื่อลดผลกระทบหากสถานการณ์เลวร้ายมาถึงจริง




