นายกรัฐมนตรีสั่งการกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงแรงงาน เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์สู้รบระหว่างอิสราเอลและอิหร่านในทุกมิติ เน้นย้ำการดูแลความปลอดภัยของคนไทยในพื้นที่เสี่ยงอย่างเต็มที่ หลังมีรายงานอิสราเอลโจมตีเป้าหมายในกรุงเตหะราน อิหร่าน เบื้องต้นยังไม่พบคนไทยได้รับผลกระทบ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากกรณีสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งล่าสุดมีรายงานว่าอิสราเอลได้ปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายในกรุงเตหะราน ประเทศอิหร่านนั้น นายกรัฐมนตรีได้มีความห่วงใยต่อสวัสดิภาพของคนไทยในพื้นที่ และได้สั่งการด่วนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการในทันที

ในส่วนของกระทรวงแรงงาน ได้รับคำสั่งให้ประสานงานกับบริษัทนายจ้างในอิสราเอล เพื่อเตรียมพื้นที่หลบภัยสำหรับแรงงานไทยในกรณีที่สถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้น นอกจากนี้ ยังขอความร่วมมือจากบริษัทจัดหางานให้พิจารณาชะลอการส่งแรงงานไทยชุดใหม่ไปยังอิสราเอลเป็นการชั่วคราว พร้อมทั้งเน้นย้ำให้แรงงานไทยที่พำนักอยู่ในพื้นที่เพิ่มความระมัดระวังตนเอง หลีกเลี่ยงการรวมกลุ่มในพื้นที่สุ่มเสี่ยงที่อาจตกเป็นเป้าหมายของการก่อการร้าย และให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดตั้งชุดเฉพาะกิจ เตรียมความพร้อมสำหรับแผนอพยพแรงงานไทยหากสถานการณ์บานปลาย

นายกรัฐมนตรี ยังได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูตไทยทั้งในกรุงเตหะรานและในอิสราเอล ติดตามและดูแลพี่น้องคนไทยที่อาศัยอยู่ในทั้งสองประเทศอย่างใกล้ชิด โดยขอให้คนไทยปฏิบัติตามคำแนะนำและติดตามข้อมูลข่าวสารจากสถานเอกอัครราชทูตอย่างสม่ำเสมอเพื่อความปลอดภัยสูงสุด

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน ยังไม่พบรายงานคนไทยได้รับอันตรายจากเหตุการณ์โจมตีดังกล่าว อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เฝ้าระวัง และเตรียมความพร้อมของแผนเผชิญเหตุในทุกสถานการณ์ เพื่อให้การคุ้มครองและดูแลความปลอดภัยของคนไทยและแรงงานไทยในต่างประเทศเป็นไปอย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพที่สุด