ทุกวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ของทุกปี  เราจะเห็นภาพคุ้นตาของเหล่าทหารผ่านศึก  ยืนถือกล่องบรรจุ "ดอกป๊อปปี้สีแดง"  เพื่อจำหน่ายให้กับประชาชนทั่วไป  ดอกป๊อปปี้เล็กๆ นี้  ไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของวันทหารผ่านศึกเท่านั้น  แต่ยังแทนความหมายอันยิ่งใหญ่  แฝงไปด้วยเรื่องราวของวีรกรรม  ความกล้าหาญ  และการเสียสละเลือดเนื้อของเหล่าทหารหาญ  ที่ยอมพลีชีพเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ

ย้อนกลับไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1  สมรภูมิรบอันดุเดือดได้คร่าชีวิตทหารหาญไปเป็นจำนวนมาก  เมื่อสงครามสงบลงในปี 2461  จอมพล เฮก  ผู้ก่อตั้งสันนิบาตสงเคราะห์ทหารผ่านศึกในอังกฤษ  เกิดความรู้สึกห่วงใย  และต้องการหาทางช่วยเหลือทหารที่ได้รับบาดเจ็บ  รวมถึงครอบครัวของทหารที่เสียชีวิต  ท่านจึงมีแนวคิดที่จะใช้ "ดอกป๊อปปี้" เป็นสัญลักษณ์  เพื่อระลึกถึงเหล่าทหารกล้า  และเป็นเครื่องหมายในการขอรับบริจาค  ช่วยเหลือทหารผ่านศึก

เหตุผลที่เลือกดอกป๊อปปี้  เป็นเพราะดอกป๊อปปี้สีแดง (Papaver rhoeas) เป็นวัชพืชที่ขึ้นอยู่ทั่วไปในทุ่ง Flanders  ประเทศเบลเยียม  ซึ่งเป็นสมรภูมิสำคัญในสงครามโลกครั้งที่ 1  ความงดงามของดอกป๊อปปี้สีแดงสด  ตัดกับภาพความโหดร้ายของสงคราม  จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึง  ความหวัง  การฟื้นฟู  และการรำลึกถึงผู้สูญเสีย

สำหรับในประเทศไทย  เริ่มมีการจำหน่ายดอกป๊อปปี้ในวันทหารผ่านศึกครั้งแรก  เมื่อปี 2511  โดยท่านผู้หญิง จงกล กิตติขจร  ประธานมูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึกในขณะนั้น  โดยรายได้จากการจำหน่ายจะนำไปช่วยเหลือทหารผ่านศึก  และครอบครัว

รัฐบาลไทยกำหนดให้วันที่ 3 กุมภาพันธ์  เป็นวันทหารผ่านศึก  เนื่องจากเป็นวันที่ได้มีการสถาปนา "องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก" ขึ้นในปี 2491  เพื่อเป็นหน่วยงานหลักในการให้การช่วยเหลือ  และดูแลทหารผ่านศึกอย่างเป็นทางการ

ในวันทหารผ่านศึกของทุกปี  จะมีการจัดกิจกรรมต่างๆ  เพื่อระลึกถึงวีรกรรม  และเชิดชูเกียรติทหารผ่านศึก  เช่น การจำหน่ายดอกป๊อปปี้ และสินค้าของทหารผ่านศึก , การจัดพิธีวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และบำเพ็ญกุศลแก่ดวงวิญญาณของเหล่าทหารกล้า , การจัดนิทรรศการ เผยแพร่ประวัติศาสตร์ และวีรกรรมของทหารผ่านศึก , การซื้อดอกป๊อปปี้  จึงไม่ใช่แค่การบริจาคเงิน  แต่เป็นการแสดงออกถึงความกตัญญู  รู้คุณ  และระลึกถึงวีรกรรมของเหล่าทหารกล้า  ที่เสียสละเพื่อปกป้องประเทศชาติ  ให้พวกเราได้อยู่อย่างสงบสุขในทุกวันนี้