หนาวระลอกใหม่จ่อเข้าไทย 11-14 ม.ค. นี้ 

"เสรี ศุภราทิตย์" เตือนหนาวสุดของปี อุณหภูมิลด 2-3 องศาฯ  ภาคเหนือ-อีสานตอนบนต่ำกว่า 12 องศาฯ  กทม.และปริมณฑลต่ำกว่า 16 องศาฯ ลมแรงระดับรุนแรง เกษตรกรเฝ้าระวังไม้ผลเสียหาย  จับตาอากาศแปรปรวน 5 ปีข้างหน้า รุนแรงจากโลกร้อนและก๊าซเรือนกระจก

รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต  เปิดเผยผ่านโซเชียลมีเดียเตือนประชาชนเตรียมรับมือลมหนาวรอบสอง ระหว่างวันที่ 11-14 มกราคม 2568 ซึ่งจะเป็นช่วงที่หนาวที่สุดและหนาวสุดท้ายของปีนี้ โดยอุณหภูมิจะลดลง 2-3 องศาเซลเซียสในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคอีสานตอนบน อุณหภูมิต่ำสุดในพื้นราบอาจต่ำกว่า 12 องศาเซลเซียส  โดยเฉพาะ จ.แม่ฮ่องสอน และ จ.ตาก จะหนาวจัด ขณะที่ภาคกลาง กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล อุณหภูมิต่ำสุดในพื้นราบอาจต่ำกว่า 16 องศาเซลเซียส

รศ.ดร.เสรี ระบุว่า ความหนาวเย็นที่เกิดขึ้นทั่วโลกตั้งแต่ต้นปี เป็นผลมาจากปรากฏการณ์ La Nina ที่มีระดับรุนแรงสุดในเดือนมกราคม 2568 ประกอบกับสภาพอากาศแปรปรวนจากความกดอากาศสูงจากแผ่นดินใหญ่แผ่ลงมาเป็นช่วง ๆ  หลังจากนั้นอุณหภูมิจะค่อย ๆ อุ่นขึ้นตั้งแต่สัปดาห์สุดท้ายของเดือนมกราคม

ทั้งนี้ รศ.ดร.เสรี ได้เตือนว่า ความหนาวเย็นในช่วงนี้จะมาพร้อมกับลมในระดับรุนแรงมากกว่า 70%  เกษตรกรที่ปลูกไม้ผลควรเฝ้าระวังป้องกันผลกระทบ  สำหรับภาพรวมปริมาณฝนในปี 2568 คาดว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่ฝนจะมาเร็วในช่วงต้นฝน (พฤษภาคม) และมีแนวโน้มจะทิ้งช่วงกลางฝน (มิถุนายน-กรกฎาคม)  สภาพอากาศจะร้อนผิดปกติ และจะมีบางพื้นที่ที่ฝนจะน้อย  โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคอีสานตอนบน ส่วนปลายฝน (กันยายน-พฤศจิกายน) ภาคใต้จะมีฝนมากกว่าปกติ  พร้อมเตือนให้จับตาพายุจรที่อาจก่อให้เกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลัน

นอกจากนี้ รศ.ดร.เสรี ยังเตือนว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้า สภาพอากาศจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ จากผลพวงของการใช้พลังงานฟอสซิลและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มขึ้น  โดย IPCC คาดการณ์ว่าโลกจะเผชิญกับอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นถาวร 1.5 องศาเซลเซียสก่อนปี 2576  ประกอบกับการคาดการณ์โดย AI ที่ชี้ว่าสภาพอากาศมีแนวโน้มแปรปรวนสูง  ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องประเมินความเสี่ยงในรายละเอียดเฉพาะพื้นที่จากสภาพอากาศรุนแรงในประเทศไทย เพื่อป้องกันความเสียหายทางธุรกิจและชุมชนที่อาจเกิดขึ้นจากการตัดสินใจที่ผิดพลาด