ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจไทย (GDP) ปี 2567 ไว้ที่ 2.6% โดยคาดว่าครึ่งปีหลังจะเติบโตได้ดีกว่าครึ่งปีแรก จากแรงหนุนของการส่งออก การท่องเที่ยว และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตา ทั้งปัญหาน้ำท่วม เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว และผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่อาจนำไปสู่สงครามการค้าระลอกใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเกิด Trade War 2.0 ที่สหรัฐฯ อาจมีการกำหนดอัตราภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเป็น 60% และการนำเข้าจากที่อื่นๆ เป็น 10-20% น่าจะส่งผลให้เกิดการย้ายฐานการผลิตออกจากจีนอีกระลอก ซึ่งไทยอาจได้รับผลบวกไม่มากนัก   

นอกจากนี้ ภาคอุตสาหกรรมไทยยังคงเผชิญปัญหาจาก 4 เรื่องหลัก ได้แก่ น้ำท่วม, บาทผันผวน, การแข่งขันกับสินค้าต่างประเทศ และต้นทุนที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากค่าแรงขั้นต่ำ ซึ่งทั้ง 4 เรื่องนี้ กระทบภาคเกษตร การผลิต และบริการ โดยเฉพาะ SMEs

สำหรับภาคการเงิน โจทย์หลักยังคงเป็นเรื่องหนี้สินภาคครัวเรือน ที่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP อยู่ใกล้ระดับ 90% ในอีก 1-3 ปีข้างหน้า ทำให้โอกาสการเติบโตสินเชื่อใหม่อยู่ในกรอบที่จำกัดกว่าเดิมมาก โดยสินเชื่อของระบบแบงก์ไทยปีนี้คงโตไม่เกิน 1.5% ท่ามกลางความสามารถในการกู้ยืมของลูกหนี้ที่ลดลง   

ในระหว่างที่ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โลกยังยืดเยื้อ รวมถึงปัญหาความไม่สงบทางการเมืองในโลกที่ยังคงอยู่ ควบคู่กับทิศทางอัตราดอกเบี้ยโลกในขาลง คาดว่าจะส่งผลให้ราคาสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe-Haven Assets) อย่างทองคำ ยังได้รับแรงหนุน ซึ่งที่ผ่านมาทำสถิติสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรตระหนักว่า ความผันผวนของสินทรัพย์ต่างๆ เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะหลังจากช่วงโควิด ดังนั้น จึงยังต้องใช้ความระมัดระวังในการลงทุน และกระจายความเสี่ยงให้ดีด้วย