14 ก.ย.2567 ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม วาระพิจารณาแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา162 ต่อเนื่องเป็นวันสุดท้าย โดยตลอดทั้งวันจนถึงช่วงดึกเข้าสู่วันที่14ก.ย. สมาชิกรัฐสภา ทั้งสส. และสมาชิกวุฒิสภา(สว.) รวมถึงฟากของคณะรัฐมนตรี(ครม.) ที่มีน.ส.แพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี สลับกันขึ้นมาอภิปราย ตอบชี้แจง กันอย่างกว้างขวาง มีการประท้วงโต้เถียงกันอยู่เป็นระยะๆ โดยเฉพาะพรรคฝ่ายค้าน อย่างพรรคประชาชน ที่ใช้เวทีดังกล่าวเป็นส่วนใหญ่เสมือนการอภิปรายแบบไม่ไว้วางใจ แต่ภาพรวมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่มีเหตุการณ์วุ่นวายบานปลายจนเกินควบคุมแต่อย่างใด โดยในเวลา23.42น. นายพริษฐ์  วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นผู้อภิปรายสรุปของพรรคฝ่ายค้านว่า วาระนี้ไม่ใช่การแถลงนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ แต่เป็นการแถลงความคืบหน้าและแผนงานของรัฐบาลเดิมที่ได้ทำงานครบมาแล้ว 1 ปี เพราะถึงแม้นายกรัฐมนตรีอาจจะเปลี่ยนคน แต่ก็ไม่ได้เปลี่ยนพรรค ถึงแม้รัฐมนตรีบางกระทรวงอาจจะเปลี่ยนชื่อ แต่หลายคนก็ไม่ได้เปลี่ยนนามสกุล  ในขณะที่องค์ประกอบโดยรวมของรัฐบาลก็ยังเป็นแบบเดิม มีเพียงการเปลี่ยนอะไหล่เล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ได้มีนัยยะสำคัญแต่อย่างใด ซึ่งก่อนที่เราจะเริ่มเคลิ้มกับนโยบายของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ที่ได้แถลงต่อรัฐสภา 2 วันที่ผ่านมา เราต้องย้อนไปดูก่อนว่ารัฐบาลของเศรษฐา ทวีสิน ได้ทำตามคำพูดที่สวยหรู ได้สัญญาต่อรัฐสภาตอนแถลงนโยบายเมื่อ 1 ปีที่แล้วหรือไม่ เพราะวิธีคาดการณ์ที่ดีที่สุดในอนาคตคือการศึกษาอดีต ดังนั้น 3 ปีข้างหน้าภายใต้รัฐบาลน.ส.แพรทองธาร จะเป็นเช่นไร ตนคิดว่า 1 ปีที่ผ่านมาภายใต้รัฐบาลเศรษฐา เป็นคำตอบได้ในเบื้องต้น


นายพริษฐ์ กล่าวว่า  หากจะประเมินนโยบายเศรษฐา  ระยะสั้น 5 เรื่องที่ประชาชนคาดหวังจะทำให้สำเร็จ 1 ปี ได้แก่ ดิจิตัลวอลเล็ต  ก็เป็นแค่ลมปากกลับไปกลับมา ซึ่งตลอด 1ปี ก็หมกมุ่นอยู่กับการกับการปัญหาจนไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่กลับไป กลับมา จากที่เคยบอกแจกสงกรานต์  จนถึงวันนี้ยังไม่สามารถแจกได้แม้แต่บาทเดียว เรื่องปัญหาหนี้สิน เป็นมาตรการเดิมๆ เพิ่มเติมคืองานอีเวนต์  เรื่องพลังงาน เป็นโปรโมชั่นระยะสั้น ที่แปปเดียวหมดอายุ เรื่องท่องเที่ยว ก็ขยันผิดจุด ทำเยอะ แต่ยังไม่ตรงจุด เรื่องรัฐธรรมนูญ ก็ยึก ๆ ยัก ๆ เดินหน้าเป็นวงกลม ประชามติยังไม่เกิด  

“ผลงานรัฐบาลเศรษฐา ในมิตินโยบายระยะสั้น 5 ข้อ เปรียบเสมือนกับการนำพาประเทศไทยขึ้น “รถไฟเหาะ” ที่เหมือนจะเดินไปข้างหน้า แต่เดินแบบซ้ายที ขวาที ขึ้นๆ ลงๆ ตีลังกาไปตีลังกามา แต่สุดท้ายก็นำพาประเทศกลับมาอยู่ที่จุดเดิม 1ปีที่ผ่านมารัฐบาลเศรษฐา พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าไม่สามารถทำได้ตามคำพูดที่แถลงเอาไว้ต่อรัฐสภา แล้วอะไรจะเป็นรับประกันว่าในอีก 3 ปีข้างหน้ารัฐบาลของคุณแพทองธาร จะสามารถทำตามคำพูดสวยหรูที่ได้ให้ไว้กับรัฐสภาตลอด 2 วัน ที่ผ่านมา” นายพริษฐ์ กล่าว

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า  ตนมีความกังวลใจต่อชุดนโยบายรัฐบาลแพทองธาร ถ้านำของทั้ง 2 รัฐบาลเศรษฐา มาเปรียบเทียบกันจะเห็นว่ารัฐบาลแพทองธาร มีปัญหาหลัก 3 ด้านคือ 1. คิดไม่ครบ มาตั้งแต่ต้นเลยทำให้กลับไปกลับมา บางเรื่องต้องยอมถอย  เช่น  นโยบายดิจิทัลวอลเล็ต   ที่สุดท้ายต้องกลับลำแบบ 180 องศาในนโยบายเรือธง  ค่าแรงขั้นต่ำ  2. คิดไม่ออก เลยต้องเขียนกว้างๆ ไว้ก่อน  เช่น การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น  สวัสดิการทุกช่วงวัย 3. คิดไม่ซื่อ โดยเอาประชาชนมาบังหน้า เช่น สถานบันเทิงครบวงจร หรือเอ็นเตอร์เทนเม้นท์คอมเพล็กซ์ที่มีการเพิ่มเติมเข้ามาในนโยบายท่องเที่ยว  ที่ดูเหมือนไม่ได้ยึดประชาชนเป็นตัวตั้ง เพราะควรจะออกมายืนยันว่าจะตั้งในเมืองรองเพื่อกระจายนักท่องเที่ยวและกระจายรายได้ไปทุกภูมิภาค แต่ดูเหมือนรัฐบาลจะไปตั้งอยู่เมืองใหญ่ ซึ่งมีการลือกันว่ากลุ่มทุนใหญ่กำลังแย่งชิงสัมปทานกันอยู่  เรื่องรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน  

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า  ตนมีความกังวลเกี่ยวกับที่มาที่ไปและองค์ประกอบของ ครม.ที่จะเข้าไปผลักดันนโยบายดังกล่าว ที่สังคมวิพากษ์วิจารณ์เยอะเกี่ยวกับองค์ประกอบของรัฐบาลชุดนี้ หลายคนตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการสานต่อนโยบาย  “1 ครอบครัว 1ซอฟท์พาวเวอร์” มาเป็น “1ครอบครัว 1 ที่นั่งรัฐมนตรี” ซึ่งท้ายสุดไม่ว่ารัฐมนตรีจะเป็นลูกหลานใคร ญาติใคร แต่เชื่อว่ารัฐมนตรีท่านนั้นรู้ดี ว่าประชาชนจะประเมินท่านจากผลงานและความสามารถ หากถูกสั่งให้ทำนโยบายที่ไม่ได้ยึดประชาชนเป็นตัวตั้ง เป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ สุดท้ายคนที่ประชาชนจะลงโทษในคูหาเลือกตั้งจะสาปแช่ง จะถูกดำเนินคดีก็ไม่ใช่คนที่สั่งแต่คือตัวท่านเอง